วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

ฮาลาลคืออะไร


ฮาลาลคืออะไร ? ทำไมต้องฮาลาล

คำว่า “ฮาลาล” เป็นคำภาษาอาหรับมีความหมายทั่วไปว่า อนุมัติ เมื่อนำมาใช้ในทางศาสนา จะมีความหมายาว่า สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ (เช่นอนุมัติให้กิน อนุมัติให้ดื่ม อนุมัติให้ทำ อนุมัติให้ใช้สอย เป็นต้น )

คำว่า “ฮาลาล” เป็นคำภาษาอาหรับมีความหมายทั่วไปว่า อนุมัติ เมื่อนำมาใช้ในทางศาสนา จะมีความหมายาว่า สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ (เช่นอนุมัติให้กิน อนุมัติให้ดื่ม อนุมัติให้ทำ อนุมัติให้ใช้สอย เป็นต้น )

“ฮาลาล” เป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า “ฮารอม” ที่มีความหมายทั่วไปว่า ห้าม และเมื่อนำมาใช้ในทางศาสนาจะมีความหมายว่า สิ่งที่ศาสนาห้าม

การอนุมัติสิ่งใด หรือการห้ามสิ่งใดใสศาสนาอิสลามเป็นประกาศิตที่มาจากอัลเลาะห์ผู้เป็นเจ้า และมาจากศาสนทูตของพระองค์เท่านั้น ถือเป็นหลักสำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่ต้องค้นหาเหตุผลการอนุมัติ หรือเหตุผลการห้ามแต่อย่างใด เมื่อพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้แจ้งไว้ เพราะมุสลิมมีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ส่วนสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าห้ามเป็นสิ่งที่มีพิษภัยและมีโทษ พระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาทราบดีถึงสิ่งที่เป็นและเป็นโทษต่อมนุษย์ พระองค์จึงอนุมัติสิ่งที่เป็นคุณและห้ามสิ่งที่เป็นโทษ

ส่วนเหตุผลที่มนุษย์ค้นพบว่ามีข้อดีในสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และมีข้อเสียในสิ่งที่ศาสนาห้าม โดยพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้แจ้งไว้และได้นำมาอ้างอิงนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นไม่ใช่เป็นหลักสำคัญ เพราะเหตุผลที่มนุษย์ค้นพบอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ส่วนประกาศิตของพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปลง

ในเมื่ออิสลามเป็นระบอบในการดำเนินชีวิตของมุสลิมชีวิตของมุสลิมจึงผูกพันอยู่กัลป์ศาสนาตั้งแต่เกิดจนตาย การกระทำทุกอย่างของมุสลิมต้องดำเนินอยู่ในกรอบที่ศาสนากำหนดในทุกกรณีทั้งเรื่องความผูกพัน ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์กับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสัตว์ มุสลิมต้องมีความเมตตาสงสารสัตว์ การกักขังสัตว์โดยไม่ให้อาหารเป็นเหตุให้ตกนรก การกลั่นแกล้งรังแกสัตว์ จะต้องถูกนำไปใต่สวรต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า การเชือดสัตว์เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ภายใต้กรอบที่เชือดเพื่อเป็นอาหาร ไม่กระทำทรมานสัตว์ ต้องเชือดด้วยมีดที่คม ต้องให้สัตว์ล้มลงนอนอย่างดี ขณะเชือดต้องกล่าวนามของพระผู้เป็นเจ้า

ฮาลาลและฮารอมในชีวิตส่วนตัวของมุสลิม

เรื่องอาหารและเครื่องดื่ม

ประชาชาติและเผ่าพันธุ์มนุษย์มีทัศนะที่แตกต่างกันในเรื่องอาหารและเครื่องดื่มว่าสิ่งใดเป็นสิ่งอนุมัติและสิ่งใดเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับพวกเขามาช้านานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่มาจากสัตว์

สำหรับอาหารและเครื่องดื่มที่ได้มาจากพืชนั้น มนุษย์เราไม่มีทัศนะที่แตกต่างกันมากนัก อิสลามไม่ได้ห้ามอาหารที่ได้มาจากพืช ยกเว้นสิ่งที่เกิดจากการนำไปหมักจนกลางเป็นสุรา ไม่ว่าจะผลิตจากองุ่น อินทผลัม ข้าวบาร์เลย หรือวัตถุอื่นใดก็ตาม เมื่อกลายสภาพเป็นสุรา เช่นเดียวกับที่อิสลามห้ามสิ่งที่ทำให้มึนเมาและขาดสติ และที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ส่วนอาหารที่ได้มาจากสัตว์นั้น ศาสนาและลัทธิต่าง ๆ มีทัศนะที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง

การเชือดสัตว์และการบริโภคเนื้อในลัทธิต่าง ๆ

มีผู้คนหลายพวก เช่น พวกพราหมณ์และนักปรัชญาบางกลุ่มที่ห้ามเชือดสัตว์และห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ และดำรงชีพด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ คนกลุ่มนี้อ้างว่าการฆ่าสัตว์นั้นเป็นความทารุณโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์ที่มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อสัตว์มีชีวิต มนุษย์ก็ไม่มีสิทธิที่ จะทำลายชีวิตของสัตว์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพิจารณาถึงสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อัลเลาะห์สร้างขึ้นมา เราจะพบว่าสัตว์ทั้งหลายมิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวของมันเอง ทั้งนี้เพราะมันไม่มีสติปัญญาหรือสิทธิ์ที่จะเลือก และเราจะพบอีกว่า สภาพทางธรรมชาติของมันก็อยู่ในลักษณะที่ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้มนุษย์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ว่ามนุษย์น่าจะได้รับประโยชน์จากเนื้อของมันหลังจากที่มันถูกเชือด เช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้รับผลประโยชน์จากการใช้งานมันขณะเมื่อมันมีชีวิตอยู่

เราจะพบได้อีกเช่นเดียวกันว่าในการสร้างสรรค์ของอัลเลาะห์นั้นพระองค์ได้วางกฎไว้ให้ สิ่งที่อยู่ตระกูลที่ต่ำกว่าต้องอุทิศตนแก่สิ่งที่อยู่ในตระกูลที่สูงกว่า ด้วยเหตุนี้พืชจึงถูกตัดไปเป็นอาหารสัตว์ และสัตว์จะถูกเชือดเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นคน ๆ เดียวกันอาจต้องต่อสู้ และเสียสละชีวิตเพื่อคนจำนวนมาก

และการที่มนุษย์ไม่ฆ่าสัตว์ก็ใช่ว่าสัตว์จะรอดพ้นจากความตายและการถูกทำลายไปได้ คือถ้ามันไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่นมันก็จะต้องตายเองอยู่ดี และมันอาจได้รับความเจ็บปวดยิ่งกว่าโดยคมมีดที่มาคร่าชีวิตของมันด้วยความรวดเร็ว

ในศาสนาของยิวและคริสต์ซึ่งรากฐานมาจากคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น อัลเลาะห์ได้ห้ามพวกยิวกินสัตว์ทะเลมากมายกลายชนิด คัมภีร์กุรอานเองก็ได้เอ่ยถึงสิ่งที่อัลเลาะห์ได้ทรงห้ามแก่พวกคนยิว ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษพวกยิวในฐานที่ดื้อดึงและทำบาปไว้หลายอย่างเช่น อายะห์ที่ว่า

“และสำหรับพวกยิว เราได้ห้ามสัตว์มีกีบที่ไม่แยกเป็นสองกีบทุกชนิด ส่วนวัวและแพะเราได้ห้ามแก่พวกเขาบริโภคไขของมัน เว้นแต่ที่ติดอยู่บนหลังของมันหรือตามลำไส้หรือแทรกอยู่ในกระดูก เช่นที่กล่าวนั้น เราได้ลงโทษพวกเขาเพราะการละเมิดของพวกเขาและแท้จริงเราเป็นผู้ที่สัตย์จริง” (อัลอันอาม: 146)

ทัศนะของชาวอาหรับก่อนอิสลาม

สำหรับชาวอาหรับในยุคก่อนอิสลามได้ห้ามสัตว์บางอย่างในฐานะที่เป็นสัตว์สกปรกและบางอย่างก็ถูกถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะละเมิดไม่ได้ และเป็นสัตว์ที่พลีอุทิศให้แก่เทวรูปของตน แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวอาหรับกลับอนุญาตอาหารที่ไม่บริสุทธิ์หลายอย่างเช่น เนื้อของสัตว์ที่ตายแล้ว และเลือด เป็นต้น

อิสลามอนุญาตสิ่งที่ดีมีเป็นประโยชน์

ขณะที่ศาสนาอิสลามมาปรากฏสภาพของมนุษย์ก็ยังคนเป็นอยู่อย่างที่กล่าวในเรื่องของการบริโภคเนื้อสัตว์ระหว่างพวกที่ถือว่าเนื้อสัตว์ทุกอย่างเป็นที่อนุมัติ ส่วนอีกพวกหนึ่งถือว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นอัลเลาะห์จึงได้ชี้นำมนุษย์ชาติทั้งมวลว่า

“มนุษย์ชาติทั้งหลายเอ๋ย จงบริโภคสิ่งอนุมัติจากที่มีอยู่ในแผ่นดิน และอย่าปฏิบัติตามรอยเท้าของมารร้ายซัยตอน เพราะแท้จริงมันเป็นศัตรูของพวกเจ้าอย่างชัดเจน “(อัลบะกอเราะห์ :168 )

อัลเลาะห์เรียกพวกเขาในฐานะ “มนุษยชาติ” ให้บริโภคอาหารที่ดีที่พระองค์ได้จัดทรงจัดหาไว้ให้พวกเขาบนโลกอันเปรียบได้เสมือนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ และห้ามพวกเขาไม่ให้เจริญรอยตามแนวทางของมารซัยตอนที่ล่อลวงผู้คนให้ห้ามปรามสิ่งดีมีประโยชน์ และมันจะชักนำมนุษย์ไปสู่กับดักแหล่งการทำลายตนเอง หลังจากนั้นอัลเลาะห์ได้แนะนำบรรดาผู้มีศรัทธา โดยเฉพาะว่า

“โอ้บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลาย จงบริโภคสิ่งที่ดีทั้งหลาย ที่เราได้ประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน และพวกท่านจงขอบคุณอัลเลาะห์ถ้าหากพวกท่านเคารพภักดีแต่พระองค์เท่านั้น ที่จริงพระองค์ได้ทรงห้ามพวกท่านเฉพาะแต่เพียง ซากสัตว์ เลือด เนื้อของสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดบูชาโดยเอ่ยนามอื่นนอกจาก อัลเลาะห์ ดังนั้นผู้ใดที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน โดยไม่มีเจตนาขัดขืนและไม่ใช่เป็นการละเมิดก็ไม่มีบาปตกแก่พวกเขา แท้จริงอัลเลาะห์เป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลบะกอเราะห์ : 172-173 )

คำประกาศนี้มุ่งเฉพาะผู้มีศรัทธาเท่านั้น อัลเลาะห์บัญชาใช้พวกเขาให้บริโภคสิ่งที่ดีที่พระองค์ได้ทรงจัดไว้เป็นปัจจัยยังชีพพวกเขา และให้พวกเขามีสำนึกในความกรุณาของพระองค์ จากนั้นพระองค์ได้ทรงอธิบายต่อไปว่า พระองค์ไม่ได้ห้ามพวกเขาบริโภค ยกเว้นอาหารสี่อย่างดังที่ได้กล่าวไว้ในโองการข้างต้น และอาหารที่มีระบุไว้ในโองการอื่น ๆ และโองการที่จัดเจนที่สุดที่พูดถึงอาหารสี่อย่างเป็นการเฉพาะคือ คำดำรัสของอัลเลาะห์ ตาอาลาที่ว่า

“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันไม่พบว่ามีสิ่งใดที่ถูกเผยแก่ฉันเป็นสิ่งต้องห้ามแก่ผู้ที่จะบริโภคมัน เว้นแต่สัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออกมา หรือเนื้อของสุกร เพราะแท้จริงมันเป็นสิ่งสกปรก หรือสัตว์ที่เป็นการฝ่าฝืนที่เปล่งนามอื่นไปจากอัลเลาะห์ขณะเชือด ดังนั้นผู้ใดตกอยู่ในภาวะคับขัน โดยไม่ได้มีเจตนาขัดขืนและไม่ใช่เป็นการละเมิด เพราะแท้จริงองค์อภิบาลของท่านเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลอันอาม : 145)

ในซูเราะห์ อัลมาอิดะห์ อัลกุรอานได้กล่าวถึงสัตว์ต้องห้ามเหล่านี้ พร้อมรายละเอียดมากยิ่งขึ้นว่า

“เป็นที่ต้องห้ามเหนือพวกท่าน คือซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดบูชาโดยเอ่ยนามอื่นจากอัลเลาะห์ สัตว์ที่ถูกรัดคอตาย สัตว์ที่ถูกตีจนตาย สัตว์ที่ตกมาจากที่สูงตาย สัตว์ที่ถูกขวิดตาย สัตว์ที่ถูกสัตว์ดุร้ายกิน เว้นแต่ที่สูเจ้าเชือดทัน และสัตว์ที่ถูกเชือดพลีบนแทนหิน บูชา...” (อัลมาอิดะห์ : 3)

อาหารที่ต้องห้ามจึงรวมอยู่ในประเภทใหญ่ ๆ สี่ประเภท โดยสามารถที่จะจำแนกรายละเอียดออกได้เป็นสิบประเภทดังนี้

ห้ามรับประทานซากสัตว์และเหตุผลของการห้าม

1. สิ่งแรกของอาหารต้องห้ามที่กุรอานกล่าวถึงเกี่ยวก็คือเนื้อของ “ซากสัตว์” นั่นคือสัตว์และ สัตว์ปีกที่ตายเองโดยไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกล่าโดยมนุษย์ เหตุผลที่ห้ามก็คือ - การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงต่อความรู้สึกของคนทั่วไป - อัลเลาะห์มิทรงต้องการให้มนุษย์กินสิ่งที่เขามิดได้ตั้งใจหรือคิดที่จะกินดังในกรณีสัตว์ที่ตายเอง - ถ้าหากสัตว์ตายเอง มันก็อาจเป็นไปได้ว่ามันตายเพราะเหตุปัจจุบันทันด่วนหรือตายเพราะโรคระบาด ดังนั้นการกินเนื้อของมันจึงอาจเป็นอันตรายได้ - เป็นความเมตตาอย่างหนึ่งของอัลเลาะห์ที่จัดหาแหล่งอาหารไว้ให้แก่สัตว์และนกบาง ประเภทที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายกับมนุษย์ ความจริงอันนี้จะเห็นได้จากการที่ซากสัตว์ต่าง ๆ ที่ตายอยู่กลางแจ้งจะถูกสัตว์และนกหลายชนิดเข้ามาจิกกิน

การห้ามกินเลือด

2. ข้อห้ามประการที่สองก็คือเลือด

มีผู้ถามอิบนุ อับบาส เกี่ยวกับม้าม ท่านได้ตอบว่า “พวกท่านจงกินมันเถิด” พวกเขาได้กล่าวว่า “แต่มันเป็นเลือด” ท่านจึงตอบว่า “เพียงแต่เลือดที่ไหลเท่านั้นที่ถูกห้ามสำหรับพวกท่าน” เหตุผลสำหรับการห้ามกินเลือดก็คือ มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต่อความรู้สึกของมนุษย์ และมันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

3. อาหารต้องห้ามประเภทที่สามก็คือ เนื้อหมู

เนื้อหมูนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพในทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะในเขตอากาศร้อน นอกจากนี้แล้วการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าเนื้อหมูนั้นมีเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ และยังมีพยาธิที่มีชื่อว่า ตัวจี๊ด (ทริไคนา) อยู่ด้วย

สัตว์ทีถูกพลีให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลเลาะห์

4. อาหารประเภทที่สี่คือ สัตว์ที่ถูกพลีให้แก่สิ่งอื่นจากอัลเลาะห์

ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่ถูกเชือดโดยผู้เชือดกล่าวนามอื่นจากนามอัลเลาะห์ เหตุผลที่ห้ามสำหรับกรณีนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาทั้งสิ้น เพื่อทำให้การปฏิบัติศาสนกิจบริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์ และเพื่อต่อสู้กับการตั้งภาคีทุกรูปแบบ

ประเภทของซากสัตว์

ที่กล่าวมานั้นเป็นอาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามสี่ประเภทใหญ่ ๆ นอกจากนี้กุรอานยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “ซากสัตว์” อีก 5 ประเภทดังนี้



5. ที่ถูกรัดคอตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกรัดคอตายด้วยเชือก หรือด้วยวิธีการอย่างใดที่ทำให้หายใจไม่ออก



6. ที่ถูกตีจนตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกตีด้วยของหนักหรือวัตถุใด ๆ จนตาย



7. ที่ตกมาตาย หมายถึงสัตว์ที่ตายเพราะตกจากที่สูงหรือตกลงไปในหุบเขา



8. ที่ถูกขวิดตาย หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์อื่นขวิดจนตาย



9. ที่ถูกสัตว์ป่ากิน หมายถึงสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากัดและตายด้วยเหตุนั้น

เหตุผลของการห้ามอาหารเหล่านี้

อัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรีชาญาณ ต้องการที่จะสอนมนุษย์ให้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ และป้องกันมิให้มันได้รับอันตราย มนุษย์จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยจนสัตว์ถูกรัดคอ หรือผลัดตกมาจากที่สูง หรือต่อสู้กันจนถูกขวิด และจะต้องไม่ทรมานสัตว์ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงเหมือนที่พวกรับจ้างเลี้ยวสัตว์ทำ หรือนำสัตว์มาต่อสู้กันจนตัวหนึ่งทำให้อีกตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือขวิดอีกตัวหนึ่งจนตาย

ส่วนเหตุผลที่ห้ามกินเนื้อสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่ากัดกินนั้น เป็นการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไว้ คือมุสลิมจะต้องไม่ลดตัวลงไปกินซากของสัตว์ที่ถูกสัตว์ป่าจับมาเป็นเหยื่อ

สัตว์ที่ถูกเชือดบูชา

10. อาหารเนื้อสัตว์ต้องห้ามประเภทที่สิบ ก็คือสัตว์ที่ถูกเชือดบูชาเทวรูปต่างๆ ในยุคก่อนอิสลามนั้นเบื้องหน้าของเทวรูปจะมีแท่นบูชาตั้งอยู่ และพวกบูชาเทวรูปจะเชือดสัตว์บนแท่นหรือใกล้กับแท่นนี้เพื่อทำให้ตนได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้าของพวกเขา

ปลาและตั๊กแตนไม่อยู่ในจำพวกซากสัตว์ที่ศาสนาห้าม

อิสลามได้ยกเว้นปลาและปลาวาฬ และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ออกจากประเภท “ซากสัตว์” ที่ศาสนาห้าม. ขณะเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ซ.ล. ได้ถูกถามเกี่ยวกับทะเล ท่านได้ตอบว่า : “น้ำทะเลสะอาด และสัตว์ทะเลที่ตายนั้นฮาลาล” (เป็นที่อนุมัติ)

อัลเลาะห์ทรงกล่าวว่า : “การล่าสัตว์ทะเลเป็นที่อนุมัติแก่พวกท่านและอาหารของมัน “ (อัลมาอิดะห์ : 96)

ท่านอุมัรได้อธิบายคำว่า “การล่าสัตว์ทะเล” ในที่นี้หมายถึงสัตว์ทะเลทุกชนิดที่ถูกล่าว และ คำว่า “อาหารของมัน” หมายถึงสิ่งที่ทะเลคายออกมา ส่วนอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “อาหารของมัน” ก็คือสัตว์ทะเลที่ตาย สัตว์จำพวกตั๊กแตนก็ได้รับการยกเว้นไม่เข้าอยู่ในอาหารประเภท “ซากสัตว์” ด้วย ท่านศาสดาได้อนุญาตให้กินสัตว์จำพวกตั๊กแตนที่ตายแล้ว

นอกจากเนื้อสัตว์ต้องห้ามที่กล่าวมาแล้วศาสนาอิสลามยังห้ามสุรา สิ่งที่ทำให้มึนเมาและทำให้ขาดสติทุกประเภท ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม และห้ามนำมาเป็นส่วนผสมในอาหาร

ในการปรุงอาหารวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารจะต้องเป็นสิ่งที่สะอาดตามบัญญัติศาสนาจะต้องผ่านการล้างเอาสิ่งที่เป็นนะยิส (สิ่งที่ศาสนาถือว่าเป็นสิ่งสกปรก) ออกไป และผ่านกระบวนการปรุงที่สะอาดและที่ถูกต้อง ถ้าหากเป็นเนื้อสัตว์ต้องเป็นที่เชือดถูกต้องตามบัญญัติศาสนาและต้องผ่านการล้างอย่างถูกวิธีตามบัญญัติศาสนา


เนื้อหา : จากหนังสือฮาลาลและฮารอมในอิสลาม ของเชคยูซุฟ อัลกอรดอวีย์

ภาพประกอบ : จากหนังสือสิ่งที่ต้องห้าม (ฮารอม) ในอิสลาม โดยอับดุลเลาะห์ ละออแม

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

::.เวลาแห่งชีวิต.

หากเราหวังเพียงแค่มีชีวิตอยู่

นานที่สุดโดยเฉลี่ยเท่ากับศาสดามูฮำหมัด(ซ.ล.) ก็คือ 63 ปี (551,880 ชั่วโมง)

บางคนอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็แล้วแต่อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงกำหนด

ช่วงที่อัลลอฮ์ยกโทษทัณฑ์ให้ประมาณ 15 ปี (131,400 ชั่วโมง)

เวลาที่เหลือเพื่อสอบสวนผลงานราว 48 ปี (420,480 ชั่วโมง)

ปรกตินอนหลับวันละ 6 ชั่วโมง เรานอนกันถึง 12 ปี (105,120 ชั่วโมง)

เวลาที่หมดไปกับการพักผ่อนหย่อนใจ ท่องเที่ยว พูดคุย รับประทานอาหาร ขับถ่าย สังสรรค์ ทั้งชีวิตเราใช้มันถึง 18 ปี (157,680 ชั่วโมง)

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่รัก ท่านทราบไหมว่า

ชั่วชีวิตเรารำลึกถึงอัลลอฮ์วันละ 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 12 นาที ใช้เวลาทั้งหมดแค่ 2 ปี

ตรวจสอบตัวเราเสียแต่วันนี้

เราทำตามคำบัญชาเพื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) แค่ไหน

กับเวลาแห่งชีวิตที่เหลือน้อยลงทุกที

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ปรับแต่ง Firefox ให้เร็วทันใจ


สำหรับเรื่องราวไอทีในวันนี้ จะมาแนะนำกัน ในเรื่องของโปรแกรม เว็บบราวเซอร์ หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือโปรแกรมที่ใช้เล่นเน็ต ที่ใช้เปิดหน้าเว็บเพจต่างๆ นั่นเองครับ วันนี้เราจะขอกล่าวถึง Web Browser ที่มีชื่อว่า Firefox ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่นักท่องอินเตอร์เน็ต หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดี สำหรับเรื่องความสามารถ และความโดดเด่นของโปรแกรมนี้ หลายๆ ท่านคงจะได้รู้กันมาบ้างแล้ว วันนี้ เราจึงขอนำเสนอเกี่ยวกับวิธีปรับแต่ง Firefox ให้เร็วทันใจขึ้นไปอีก มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

วิธีปรับแต่ง Firefox

ก่อนอื่นให้เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม

ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้

network.http.proxy.pipelining
จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย

network.http.pipelining.maxrequests
ให้แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200

network.http.max-connections
จาก 24 ให้แก้เป็น 64

network.http.max-connections-per-server
จาก 8 ให้แก้เป็น 20

network.http.max-persistent-connections-per-proxy
ค่าเดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10

network.http.max-persistent-connections-per-server
ค่าเดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10

network.http.request.max-start-delay
ค่าเดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา

network.http.proxy.version
ค่าเดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0

จากนั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New แล้วเลือกที่ Integer จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0

สร้างตัวแปรใหม่ขึ้นมา เป็นแบบ Integer ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ
แรม 32 MB ให้ใส่ 0
แรม 64 MB ให้ใส่ 1
แรม 128 MB ให้ใส่ 2
แรม 256 MB ให้ใส่ 3
แรม 512 MB ให้ใส่ 5
ถ้าหากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้ามกำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช

สร้างตัวแปรใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้

สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True

จากนั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น "C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe" /Perfect:1

เพียงเท่านี้ Firefox ของเรา ก็จะท่องเว็บได้อย่างไหลลื่นยิ่งขึ้น ไว้คราวหน้า หากมีเกร็ดความรู้ดีๆ เราจะนำมาฝากกันอีกนะครับ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความหมายของ "อัลลอฮฺ"

ความหมายของ الله
....... คำว่า "อัลลอฮฺ" เป็นพระนามของพระเจ้า ที่มาจากสำนวนภาษาอาหรับ ซึ่งมีความเก่าแก่พอๆ กับภาษาฮิบรู และภาษาซุรยานี เมื่อศึกษาความหมายในภาษาต่างๆ ก็คล้ายกัน ซึ่งความหมายตามหลักการอิสลามนั้น มีความเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ต่างจากคำว่า "พระเจ้า"

ความหมายของคำว่า อัลลอฮฺ อุละมาอฺมี 2 ทัศนะคือ
ทัศนะที่ 1 อิลาฮฺ -> อัลลอฮฺ

اَلْ + إِلَه --> اَلْـإِلَه --> الله

....... อัล-อิลาฮฺ หมายถึง พระเจ้า แต่เนื่องจากคำนี้เป็นศัพท์ทางศาสนา สำหรับมุสลิมจะหมายถึง ผู้เป็นเจ้าของโลก ผู้สร้างมนุษย์ ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง

....... นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า ผู้ที่พูดภาษาอาหรับอย่างถูกต้องคนแรก คือ ท่านนบีอิสมาอีล ก่อนหน้าท่านก็มีชาวเผ่าญุรฮุม ที่ใช้ภาษาอาหรับโบราณกัน เดิมท่านนบีอิสมาอีล ไม่ได้ใช้ภาษาอาหรับ เพราะท่านมาจากบาบิล หรือบาบิโลน (เป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่แถบอิรัก) ท่านนบีอิบรอฮีม (บิดาของท่าน) ได้อพยพจากอิรักไปชาม อียิปต์ แล้วกลับมาเมืองชาม และได้สมรสกับภรรยาสองท่าน ท่านแรกคือท่านหญิงซาเราะฮฺ แต่ไม่มีลูก ท่านนบีอิบรอฮีมจึงแต่งงานกับท่านหญิงฮาญัร (ทาสจากอียิปต์) และนางได้ให้กำเนิดลูกชาย ชื่อ อิสมาอีล จากนั้นอัลลอฮฺ ได้ทรงบัญชาให้นบีอิบรอฮีมนำท่านหญิงฮาญัร และลูกอพยพไปอยู่มักกะฮฺ แล้วนบีอิบรอฮีมก็กลับไปเมืองชาม มักกะฮฺในสมัยนั้น เป็นทะเลทรายไม่มีแหล่งน้ำ อัลลอฮฺจึงประทานน้ำซัมซัมมา อาหรับเร่ร่อนก็พากันมาอาศัยอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเผ่าแรกที่มาอยู่คือญุรฮุม ภายหลังท่านนบีอิสมาอีล แต่งงานกับสตรีจากเผ่าญุรฮุม และท่านก็ได้เริ่มใช้ภาษาอาหรับ ชาวอาหรับในเกาะอาหรับทั้งหมดก็ได้ใช้ภาษา ที่มาจากศาสนาของนบีอิบรอฮีม และนบีอิสมาอีล ฉะนั้นรากศัพท์ของภาษาอาหรับ จึงมีความเกี่ยวข้องกับศาสนา

....... คำว่า อิลาฮฺ ในความเชื่อของอาหรับสมัยก่อนก็คืออัลลอฮฺ หมายถึงผู้เป็นเจ้าของโลก ผู้สร้างมนุษย์ ชั้นฟ้า แผ่นดิน สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งแตกต่างจากความหมายของคำว่า พระเจ้า ที่คนทั่วไป(ต่างศาสนิก)เข้าใจกัน เพราะไม่สามารถสื่อความหมายของ อิลาฮฺ ได้ชัดเจน เราจึงต้องศึกษาความหมายของคำว่า อิลาฮฺ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

ทัศนะที่ 2 อะ-ลิ-ฮะ -> อัลลอฮฺ
....... มาจากรากศัพท์ อะลิฮะ ( أَلِهَ ) หมายถึง รัก เพราะฉะนั้นคำว่า อัลลอฮฺ จะหมายถึง (พระเจ้า)ที่ถูกรัก ซึ่งสร้างความผูกพันที่มากกว่าความศรัทธาคือความรัก เราลองกล่าว อัลลอฮฺ โดยนึกถึงความหมายว่า ที่รักของเรา ผู้ทรงยิ่งใหญ่ แทนที่จะเชื่อแค่ว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้า ในเมื่ออัลลอฮฺเป็นที่รักของเรา จึงทำให้เกิดหน้าที่ต่อพระองค์

....... เราเห็นมนุษย์ที่รักกัน คุยโทรศัพท์กันนานๆ หมดเงิน และเวลาไปมากมายกับการแสดงความรัก แล้วกับอัลลอฮฺเราปฏิบัติอย่างไร ? เรารักอัลลอฮฺอย่างไร ? การจะตอบคำถามนี้ได้ ก็ต้องศึกษาความหมายของคำว่า อัลลอฮฺ ตามหลักอะกีดะฮฺของผู้ศรัทธา ยิ่งศึกษาเราก็จะยิ่งรู้ว่าคำว่า อัลลอฮฺ ในมุมุมองของอิสลาม มีเนื้อหาที่ต่างจากศาสนาอื่น ยิ่งศึกษามากก็ยิ่งรู้มาก อันเป็นความสำคัญ ของการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺ (เตาฮีด)

หน้าเว็บ

เกี่ยวกับฉัน